ชาวบ้านร้องตำรวจภูธร ภ.6 แก้ปัญหานายทุนเงินกู้โหด

9

ชาวบ้านกว่า 20 ราย สุดทุกข์ใจจำนองที่ดินกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ สุดท้ายกลับนำเงินมาไถ่ถอนไม่ให้โฉนด แถมเป็นหนี้สินเพิ่มอีกเท่าตัว ยอดเงินกว่า 100 ล้านบาท ล่าสุดรวมตัวเข้าร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์เงินกู้นอกระบบ ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ให้ช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 11.00  น. วันที่ 27 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก มีประชาชนทั้งในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก และ อ.นครไทย จำนวนกว่า 20 ราย ที่ได้รับความเดือดร้อนหลังจากนำที่ดินไปจำนองกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ แต่เมื่อนำเงินไปใช้หนี้พร้อมขอไถ่ถอนคืนโฉนดกลับถูกบ่ายเบี่ยง แถมให้ใช้หนี้เป็นเงินอีกเท่าตัวเนื่องจากการทำสัญญาที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งรวมเป็นเงินที่มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยจำนวนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเข้าร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์เงินกู้นอกระบบ ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ให้ช่วยเหลือ หลังจากเป็นหนี้นายทุนสุดแสบ

นายไพโรจน์ ฉิมมากรมชนัด อายุ 53 ปี ชาวบ้านนครไทย กล่าวว่า ตนเองได้กู้เงินของนายทุนรายหนึ่ง ใน อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ3 กู้มา 2 ครั้งในวงเงินครั้งแรก 2.2 ล้านบาท แต่ทำสัญญาเผื่อไว้ 4.4 ล้านบาท โดยนายทุนบอกว่าเผื่อต้องการเงินเพิ่ม และครั้งที่ 2 ยอดเงิน 1.65 ล้านบาท แต่สามารถกู้เงินได้ถึง 3.8 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2555เพื่อนำเงินไปสร้างอาคารพาณิชย์ แต่หลังจากจะนำเงินไปไถ่ถอน กลับว่ายอดเงินแรกนั้นกลายเป็น 20 ล้านบาท แถมการนำเงินจากนายทุนรายนี้มาใช้ก็ผ่านเช็คเงินสด สุดท้ายเช็คเด้ง ภรรยาตนต้องถูกดำเนินคดีติดคุกเมื่อวันที่  21 พ.ย. ที่ผ่านมาอีก นอกจากนี้นายทุนหน้าเลือดรายนี้ยังหลอกชาวบ้านในพื้นที่ อ.นครไทย อีกหลายสิบราย บางรายถูกยึดที่ดิน ยึดบ้าน ต้องเช่าบ้านตนเองอยู่ และที่ผ่านมาเลยไปร้องเรียนหลายแห่ง เรื่องก็เงียบหาย ทำให้ในวันนี้จึงได้รวมตัวกันมาร้องที่ตำรวจภูธรภาค 6 ให้ดำเนินการช่วยเหลือดังกล่าว

ด้าน น.ส.นภัสวรรณ อินทร์มลเทียร อายุ 44 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกหนี้ของนายทุนเงินกู้นอกระบบ เปิดเผยว่า ตนเองต้องการนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจ จึงนำทรัพย์สินเป็นที่ดินจำนวน 26 แปลง พร้อมอาคารพาณิชย์ไปจำนองกับนายทุนเงินกู้นอกระบบรายหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก เป็นเงินจำนวน 15 ล้านบาท แต่สัญญากลับทำเผื่อไว้ 35ล้านบาท เพราะนายทุนให้เหตุผลว่าหากต้องการเงินอีกก็สามารถมาเอาเพิ่มได้ตลอดเวลา แต่เมื่อกลับมาขอรับเงินเพิ่มเพื่อไปลงทุนกลับไม่ให้ และบ่ายเบี่ยงไม่ทำตามสัญญาที่ได้ทำไว้ ที่ผ่านมาตนเองได้มีการชำระเงินกู้มาตลอดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 เป็นจำนวนเงิน 18 ล้านบาท จึงขอไถ่ถอนโฉนดที่ดินคืนแต่ก็ไม่ได้ แถมยังหลบหนีหายไปติดต่อไม่ได้ ทั้งยังต้องมารับผิดชอบเงินกู้จำนวน 35 ล้านบาท ทั้งนี้กู้เงินมาใช้จริงแค่เพียง 15 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ยังมีลูกหนี้รายอื่นๆ ก็โดนกระทำลักษณะเดียวกันกับตนเอง บางรายมีหนี้สิ้นพอกพูนเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านบาท ทำให้ได้รับความเดือดร้อนทุกข์ใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ

 ขณะที่ นางสนม บัวโคก อายุ 47 ปี ชาว อ.นครไทย กล่าวว่า ตนเองก็ได้รับความเดือดร้อนจากการนำที่ดินไปจำนองกับนายทุนเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ อ.นครไทย โดยนำที่ดินจำนวน 6 ไร่ ไปจำนองไว้เป็นเงิน 1 แสนบาท แต่กลับถูกทำสัญญาไว้เป็นเงิน 3 แสนบาท เพราะเจ้าหนี้ให้เหตุผลเช่นเดียวกับลูกหนี้คนอื่นๆ ว่าทำสัญญาเงินกู้ไว้เผื่อเลยทีเดียวหากต้องการใช้เงินเพิ่ม สุดท้ายเมื่อปี 2559 ตนเองหาเงินมาได้จำนวน 2 แสนบาท นำไปใช้หนี้สินที่ได้กู้ยืมมา แต่นายทุนเงินกู้ยืนยันว่าต้องนำเงินมาคืนเท่าที่ทำสัญญาไว้ คือ 3 แสนบาท ทั้งที่ตนเองได้เงินมาใช้ไม่เต็มจำนวนดังกล่าวเลย เหมือนว่าถูกโกงที่ดินไปดื้อๆ ทวงถามไปหลายครั้งก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด จะหันไปพึ่งหน่วยงานใดก็ไม่มีใครช่วยเหลือ วันนี้จึงตัดสินใจรวมตัวกันมาร้องทุกข์เพื่อขอความเป็นธรรมที่ตำรวจภูธรภาค 6 เพื่อหวังว่าจะได้รับโฉนดที่ดินคืนกลับมา

เบื้องต้น พล.ต.ท.สุธีร์  เนรกัณฐี ผบช.ภ.6 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สุกิจ  สมณะ รอง ผบช.ภ.6 มารับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมเปิดห้องประชุมสอบถามข้อมูลในแต่ละราย เนื่องจากตามนโยบายรัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ที่ผ่านมา ตร.ภ. 6 ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือนายทุนที่ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด มีการเอารัดเอาเปรียบ หรือพฤติการณ์ฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุดต่อไป.