ครูวัยเกษียณเครียดยิงตัวตายคาสี่แยกไฟแดง

46

อดีตข้าราชการครูวัยเกษียณเครียดคิดสั้นใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงกรอกปากตัวเองเสียชีวิตในรถยนต์คาสี่แยกไฟแดง

            เมื่อเวลา 00.05 น. วันที่ 13 มี.ค. ร.ต.อ. (หญิง) ชนานันท์ ชัยกาวิน รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีคนใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตอยู่ในรถยนต์กลางสี่แยกไฟแดงแสงดาว ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน ที่เกิดเหตุมีบรรดาไทยมุงยืนดูอยู่เป็นจำนวนมาก พบรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นทีเอฟอาร์ แบบ 4 ประตู สีบรอนซ์-เงิน ทะเบียน นข 1303 พิษณุโลก ลักษณะจอดติดเครื่องยนต์อยู่กลางสี่แยกไฟแดง ตรวจสอบบริเวณเบาะนั่งฝั่งคนขับพบร่างผู้เสียชีวิต ทราบชื่อต่อมา คือ นายสมจิต  แตงตรง อายุ 71 ปี อดีตข้าราชการครู อยู่บ้านเลขที่ 58/1 หมู่ 3 ต.หัวรอ อ.เมืองพิษณุโลก สภาพศพสวมเสื้อกล้ามสีขาว นุ่งกางเกงสแลคสีดำ มีบาดแผลจากคมกระสุนปืนยิงทะลุกลางศีรษะจนมันสมองไหล เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วรถ ใกล้กันพบอาวุธปืนลูกซองยาวและปลอกกระสุนปืนขนาดเบอร์ 12 ตกอยู่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมามีนายปิยะพงษ์  แตงตรง อายุ 36 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิต เดินทางมาที่เกิดเหตุเมื่อพบร่างอันไร้วิญญาณของพ่อถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ก่อนก้มกราบเท้าพ่อเป็นภาพที่น่าสลดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก พร้อมให้การกับตำรวจว่า นายสมจิต ผู้เสียชีวิตเคยเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดตาปะขาวหาย แต่ได้เกษียณอายุราชการมานานแล้ว ไม่เคยบ่นเครียดเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กับคนในครอบครัวฟังเลย และใช้ชีวิตตามปกติเหมือนทุกวัน แต่ก่อนหน้าเกิดเหตุได้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ ก่อนจะกินยาที่แพทย์สั่งแล้วบ่นว่าปัสสาวะไม่ออกทำให้ทรมานเป็นอย่างมาก กระทั่งวันนี้ได้ขับรถยนต์ออกจากบ้านพักจนมาก่อเหตุสลดขึ้นดังกล่าว สร้างความเสียใจให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานคาดว่า นายสมจิต ผู้เสียชีวิต น่าจะมีเรื่องทุกข์ในใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก่อนจะเกิดภาวะความเครียดจนหาทางออกไม่ได้ จึงตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตายภายในรถยนต์ขณะขับมาจอดติดไฟแดงอยู่กลางสี่แยกดังกล่าว โดยใช้ปากอมปลายกระบอกปืนลูกซองยาวก่อนจะใช้นิ้วมือเหนียวไกจนกระสุนพุ่งทะลุศีรษะเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบปากญาติของผู้เสียชีวิตถึงสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนศพจะมอบให้ญาติรับกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป.