ชาวบ้านบางระกำร้องเงินกองทุนออมทรัพย์ฯหายวับ วอนภาครัฐช่วยเหลือ

35

ชาวบ้านจาก ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก กว่า 30 คน เดินทางมาร้องทุกข์กับ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ให้ช่วยเหลือชาวบ้านหลังจากพบว่า เงินในกองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่  ที่ฝากไว้หาย โดยสมาชิกเสียชีวิตไม่ได้รับเงินฌาปณกิจ ไม่สามารถกู้ยืมเงินได้ และไม่มีการชี้แจงจากคณะกรรมการหลังจากบริหารจนไม่มีเงินเหลือในบัญชี

เมื่อเวลา 10.00 น .วันที่ 20 กันยายน ที่สถานีตำรวจภูธรบ่งระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก  สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่  นำโดย นายเกียรติศักดิ์ จันทร์สิน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ได้นำตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนและเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่ กว่า 30 คน เข้าร้องทุกข์ให้ช่วยเร่งรัดคดีที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับประธาน และคณะกรรมการกลุ่มออกทรัพย์ฯ ซึ่งที่ผ่านมาทางพนักงานสอบสวน ได้สอบสวนเบื้องต้นพบว่าชาวบ้านผู้เสียหายซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่  ที่รับฝากเงินแก่สมาชิกคณะกรรมการฯ มีเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต ทางพนักงานสอบสวนจึงได้รับคำร้องทุกข์ไว้ในคดีอาญาที่ 247/2565 ในฐานความผิดร่วมกันยักยอกทรัพย์และจะได้ทำการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ต่อจากนั้นกลุ่มสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่   ได้เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก เพื่อยื่นร้องเรียนกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยทาง นายพยนต์ อัศวพิชยนต์   รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อม นายอธิปไตย ไกรราช ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ได้มารับหนังสือร้องเรียนพร้อมจะเร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน

ซึ่ง นายเกียรติศักดิ์ จันทร์สิน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 กล่าวว่า สาเหตุที่มาร้องทุกข์กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสมาชิกผู้เสียหาย ได้แสดงความประสงค์ขอถอนเงินฝาก ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก หรือ เสียชีวิต ไว้กับคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองวัดไร่ หมู่ที่ 4 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ ที่ต้องแจ้งไว้ลาวงหน้าเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคณะกรรมการจะดำเนินการจ่ายเงินให้ตามลำดับที่ได้ยื่นความประสงค์ไว้ แต่ปัจจุบันยังคงไม่จ่ายเงินให้แก่สมาชิกที่ได้ยื่นความประสงค์ไว้ จึงทำให้สมาชิกเกิดความสงสัยในการบริหารงานของกลุ่มออมทรัพย์ฯ ได้ร้องขอให้คณะกรรมการชี้แจงผลการบริหารงานให้สมาชิกได้รับทราบ โดยได้มีการประประชุมเพื่อชี้แจงสมาชิกทราบทั้งสิ้นจำนวน 6 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากอำเภอบางระกำเข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง ปรากฏว่าคณะกรรมการไม่สามารถตอบข้อซักถามของสมาชิกผู้เสียหายได้  เช่น มีคณะกรรมการจำนวนเท่าใด และมีใครบ้าง ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้นเท่าใดและจำนวนเงินฝากทั้งสิ้นเท่าใด มียอดลูกหนี้ทั้งสิ้นเท่าใด มีเงินฝากอยู่ในบัญชีทั้งสิ้นเท่าใด มีการจัดทำรายงานการเงินหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งคณะกรรมการขอไปรวบรวมหรือหาข้อมูลก่อน แล้วจะมาชี้แจงในครั้งต่อไป เป็นการพูดบ่ายเบี่ยงเช่นนี้มาโดยตลอด

จนในการประชุมครั้งที่ 6  เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ทางคณะกรรมการก็ยังไม่สามารถชี้แจงการดำเนินงาน พร้อมมีคณะกรรมการบางคนได้พูดขึ้นว่า “ถ้าอยากได้เงินคืนก็ไปฟ้องเอาเอง” สมาชิกผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าตนเองจะไม่ได้รับเงินคืนแน่นอนแล้ว จึงรวมตัวกันเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการฯ ที่ สภ.บางระกำ  แต่ชาวบ้านหวั่นคดีไม่คืบจึงได้มาร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ให้ช่วยแก้ไขปัญหาและติดตามเงินคืนให้สมาชิกเฉพาะในหมู่บ้านจำนวนกว่า 100 คน

ด้าน นายประเสริฐ  แซ่วี อายุ 53 ปี หมู่ 4 บ้านคลองวัดไร่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ  กล่าวว่า ตนและครอบครัว 5 คนเริ่มเป็นสมาชิกฯตั้งแต่ปี 2545  มีการเก็บเงินเข้ากองทุนรายละ 200 บาทต่อเดือน ซึ่งสมาชิกมีสิทธิกู้ยืมเงินกองทุนได้แต่เนื่องจากไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยและเงินต้นจากสมาชิกคืนได้ ทำให้ในปี  2560  เริ่มปีปัญหาการไม่ชำระเงินตามสัญญา  และมีการปิดบังมาโดยตลอดจากวงเงินที่มีกว่า 2.6 ล้านบาท  ปรากฏว่านำไปปล่อยเป็นเงินกู้มากกว่า ครึ่งหนึ่งของวงเงิน แต่ล่าสุดทราบมาว่าไม่มีเงินเหลือในบัญชีเลย ชาวบ้านที่จ่ายเงินสมทบกองทุน จึงอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรม ของให้หน่วยงานราชการช่วยเหลือติดตามเงินคืนด้วย