จุติ จับมือ ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม เตรียมผลิตบุคลากร รองรับสังคมผู้สูงอายุ

48

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูล ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานในการเป็นต้นแบบการพัฒนาสังคมแบบบูรณาการ พร้อมผลักดันการพัฒนาผู้สูงอายุ ที่มีกว่า 12 ล้านคนในปีหน้า

เมื่อเวลา  14.00 น.ของวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมทีปวิชญ์ 410 อาคารทีปวิชญ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานการประชุม หารือแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชุมพล เสมาขัน รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อาจารย์ณัทกวี ศิริรัตน์ คณบดีวิทยาลัยการพยาบาล พร้อมผู้เข้าร่วมประชุมให้การต้อนรับ

โดย นายจุติ  ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานในการเป็นต้นแบบการพัฒนาสังคมแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนเชิงพื้นฐาน ยกระดับระบบพัฒนาทักษะโดยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผลิตคนสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ สร้างแรงงานจากคนว่างงานในพื้นที่ โดยการพัฒนาหลักสูตร การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง การดูแลทารกและเด็กก่อนวัยเรียน ผู้บริบาลผู้สูงอายุ ผู้ดูแลเด็กและทารก ชุดวิชาการดูแลสุขภาพเด็ก ( ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตต่อปริญญาตรี (นานาชาติ) ชุดวิชาการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ( ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตต่อปริญญาตรี (นานาชาติ) เป็นต้น

นายจุติ กล่าวอีกว่า รัฐบาล ได้มอบหมายมาให้ทำการปฏิรูปการงานของราชการ เพื่อให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยทำงานเชิงบูรณาการ เพื่อให้มีความสอดรับกับแผนพัฒนาประเทส ซึ่งปีหน้านั้นจะเป็นสังคมสูงวัย คนไทยอายุยืน ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรีไปแล้ว และก็จะมีการเตรียมการบุคลากร ความพร้อมซึ่งได้มาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเป็นแห่งแรก เพื่อที่จะให้มีการอบรมบุคลากร สร้างความพร้อม เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ที่รัฐบาลจะต้องดูแลในปีหน้า ที่จะมีผู้สูงอายุมากถึง 12 ล้านคน และก็เรายังมีความขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อยู่ แล้วก็เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยนั้นวันนี้จุดแข็งของประเทศไทยคือระบบสาธารณสุข เราจะต้องไม่ละเลยผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันก็จะมีจำนวนมากขึ้น และก็เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของประเทศ ฉะนั้นก็จะต้องรักษาพัฒนาไว้แล้วก็ให้ท่านแข็งแรง การที่ทำงานเชิงรุกเชิงป้องกันเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพนั้นจะถูกกว่าถึง 20 เท่า ถ้าปล่อยให้ผู้สูงอายุนั้นป่วยจนถึงขั้นวิกฤต ซึ่งก็เป็นการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลที่อยากจะให้ทุกส่วนงาน มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในกระทรวงศึกษา และกระทรวงพัฒนาสังคมฯนั้นมาทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย

แนวทางนั้น เราจะหาบุคลากรที่มาพัฒนาศักยภาพ พัฒนาทักษะ และความรู้ให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ออกมา 2 ฉบับฉบับแรกคือดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งก็มีความห่วงใยว่าเด็กที่อยู่ในโรงเรียน ตชด 36,000 คนในที่ราบสูง ในขณะเดียวกันก็จะมีเรื่องของผู้สูงอายุซึ่งจะมีถึง 12 ล้าน และมีพรบ.กฎหมายใหม่เกี่ยวกับสถานพยาบาล ที่ผู้ให้การดูแลผู้สูงอายุต้องมีมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อม เราจะรอให้ถึงปีหน้าไม่ได้ แล้วก็จะต้องให้องค์กรส่วนท้องถิ่น ปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพ ยิ่งคนมีความรู้มาก มีทักษะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีสำหรับการดูแลมากเท่านั้น ซึ่งเราพัฒนาสิ่งก่อสร้างมามากแล้ว ถึงเวลาทื่จะพัฒนาบุคลากรในปีหน้านี้