เครือข่ายวิสาหกิจชมชนยื่นฟ้องคณะกรรมการกลุ่มจังหวัดหลังโยกงบโรงงานอบไอน้ำ

59

 

กลุ่มเกษตรกรสวนมะม่วงฟ้องศาลปกครองอีกรอบ หลังมีภาคเอกชนไปร่วมลงมติกับภาคราชการ กระจายงบก่อสร้างโรงงานอบไอน้ำและแปรรูปมะม่วงมูลค่า 150 ล้านบาท ที่ ม.ราชมงคลฯ  โดยจะโยกงบไปใช้โครงการอื่น

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 63  นางสาวศิลาพร สิงหลักษณ์ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนศูนย์พัฒนาผลไม้สดและแปรรูปเพื่อการส่งออก อยู่บ้านเลขที่ 138 / 1 หมู่ที่ 3 ต.บางกระทุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลกกับเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก เดินทางไป ศาลปกครองพิษณุโลก เพื่อฟ้องเอาผิดคณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.ก) กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 ถือเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5  หลังจากที่เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 63 ได้ฟ้องจำนวน 4 ราย

เนื่องจากคณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.ก.) ประกอบด้วย 1.นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกและเป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัดพิษณุโลก 2.รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก (กรรมการและเลขานุการ) 3.หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพิษณุโลก 4.พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก 5.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก 6.นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก 7.นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก 8.นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้จังหวัดพิษณุโลก 9.นางชุตินันท์เครือสุขผู้แทนภาคประชาสังคม จังหวัดพิษณุโลก 10.ร้อยเอกอุบล พุทธรักษ์ ผู้แทนภาคประชาสังคม จังหวัดพิษณุโลก 11.ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 12.ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1

ทั้งนี้ก่อนหน้า12 มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา นางสาวศิลาพร สิงหลักษณ์ และกลุ่มเกษตรกรทั้งพิษณุโลกและพิจิตรได้ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อขอให้ 1.ขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วาระพิเศษ ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 มติในที่ประชุม คือ ไม่ดำเนิน สนับสนุนโครงการก่อสร้างอาคารและส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูป ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มูลค่า 150 ล้านบาท

นายสมชาย คะเชนทรภักดิ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มไม้ผลตำบลหินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า อนาคตมะม่วงส่งออกที่พิษณุโลกและพิจิตรจะสดใสกว่านี้ หากมีโรงอบไอน้ำ ห้วงเหตุการณ์โควิค-19 ที่ผ่านมา สินค้ามะม่วงของกลุ่มฯ เสียหายไป 100 กว่าตันเนื่องจากไม่สามารถส่งมะม่วงไปโรงอบไอน้ำได้ทันเวลา เนื่องจากโรงอบไอน้ำที่ จ.จันทบุรีเต็ม ฉะนั้นหากมีโรงอบไอน้ำแปรรูปมีอยู่ที่พิษณุโลก เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงซึ่งอยู่ในชะตากรรมเดียวกันก็รอดหมด ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การที่ส่งออกมะม่วงไปต่างประเทศ จะต้องผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อ”แมลงวันทอง”ก่อน เพราะผู้รับซื้อในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเกาหลี จะไม่ยอม จะต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อน  2-3 ปีที่ผ่านมา เคยส่งออกมะม่วงสร้างรายได้สูงสุด 75 บาทต่อกิโลเมตร ปีนี้เหลือเพียง 25 บาทต่อกิโลกรับ ส่วนราคาขายส่งในประเทศ 40 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันเหลือ 7 บาทต่อกิโลกรัม

นายบุญส่ง สีสะท้าน ประธานวิสาหกิจชุมชนจังหวัดพิษณุโลก ตำบลพันชาลี เปิดเผยว่า พื้นที่การปลูกทั้งพิษณุโลกพิจิตร ไม่ต่ำกว่า 2 แสนไร่ ผู้ปลูกมะม่วงทุกสวน เมื่อส่งออกมะม่วงแต่ละครั้ง จะต้องนำไปผ่านการอบไอน้ำฆ่าแมลงวันทองเสียก่อน เพื่อป้องกันการระบาดในประเทศรับซื้อผลผลิต อย่างเช่น เกาหลีหรือญี่ปุ่น  ทำให้เจ้าของสวนจะต้องแบกรับภาระหรือมีต้นทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7 บาท โดยส่งไปอบไอน้ำที่ จ.เชียงใหม่ ชลบุรี นครปฐมฯลฯ หากมีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงก็มีโอกาสรอด หากรัฐส่งเสริมและสนับสนุน

นางสาวศิลาพร สิงหลักษณ์ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนศูนย์พัฒนาผลไม้สดและแปรรูปเพื่อการส่งออก เปิดเผยว่า มีสมาชิกแต่กลุ่มในเครือข่ายประมาณ 3,000 คน รอคอยโครงการก่อสร้างอาคารส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูป ตั้งที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนามูลค่า 150 ล้านบาทหลายปีแล้ว  ถึงวันนี้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงไม่อยากเสียโอกาส เนื่องจากทราบว่า  คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.ก.) ซึ่งมีผู้ว่าฯเป็นประธานฯนั้น ได้มีมติเปลี่ยนแปลงและจะนำงบประมาณไปทำโครงการอื่น จึงต้องมาฟ้องศาลปกครองในวันนี้อีกรอบ เนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าว มีภาคเอกชนร่วมกับภาคราชการลงมติกระจายงบประมาณ 150 ล้านบาทไปใช้โครงการอื่นๆ ซึ่งทางกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะม่วงไม่เห็นด้วย