อสม.บุกศาลากลางจังหวัดเรียกร้องเงินเบี้ยเลี้ยง 240

86

 

อสม.เมืองพิษณุโลก บุกศาลากลางจังหวัดขอพบผู้ว่าฯ เรียกร้องเงินเบี้ยเลี้ยง 240 บาท และให้ชี้แจงความชัดเจน

กรณีเจ้าหน้าที่ อสม. ใน จ.พิษณุโลก ออกมาเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบ เรื่องเบี้ยเลี้ยงจำนวน 240 บาท ที่ได้รับคำสั่งให้ออกไปปฏิบัติตรวจคัดกรองไวรัสโควิด 19 ของคนในชุมชน ระหว่างวันที่ 12 เม.ย. ถึง 30 เม.ย. เป็นเงินจำนวน 5,040 บาท แต่สุดท้ายหน่วยงานราชการไม่สามารถเบิกเงินดังกล่าวมาให้ อสม. ได้ เนื่องจากผิดระเบียบของกรมบัญชีกลาง จึงต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนและกลุ่ม อสม. รับทราบ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 5 พ.ค. นายคนาธิป นาทิพย์ ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เขตเทศบาลนครพิษณุโลก พร้อมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ อสม. จำนวนกว่า 100 คน ได้นัดรวมตัวกันบริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมกรณีเงินเบี้ยเลี้ยงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเขียนป้ายเดินขบวนไปยังด้านหน้าศาลากลางจังหวัด ที่มีคำบรรยายเขียนว่า “เราไม่ต้องการเงิน แต่เราต้องการความชัดเจน” “240 ก็ไม่ได้ 120 ก็ไม่ได้ ได้เท่าไรแน่คะท่านผู้ว่าฯ” เป็นต้น

ด้าน นายคนาธิป นาทิพย์ ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เขตเทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวว่า ถามว่าเดือดร้อนไหม เดือดร้อนครับ อสม.อายุมากจะลงแอพพลิเคชั่นใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปในคอมพิวเตอร์ยาก บางคนทำไม่เป็น ต้องไปหาคนที่เป็น เช่น ไปจ้างลูก จ้างหลาน หาคนลงแอพพลิเคชันให้ ช่วงกลางวันจะเดินไปสำรวจก็จะไปเจอปัญหามากมาย เช่น 1.ต้องเตรียมแมส 2.เจลล้างมือ 3.safe shield ที่ปิดหน้า 4.ค่าน้ำมันรถค่าอาหาร ทุกคนออกไปทำงานตรวจตัดกรองโควิด 19 ในชุมชน ต้องเรี่ยไรเงินรวมเป็นกองกลางซื้ออาหารไปกันออกเงินกันเอง จึงอยากได้ความชัดเจนว่าทำไมหน่วยงานราชการที่แจ้งว่ามีเบี้ยเลี้ยงให้จำนวน 240 บาท กลับคำพูดว่าจะจ่ายให้ 120 บาท แต่ก็กลับไม่จ่ายให้อีก หรือระเบียบจ่ายไม่ได้จริงๆ จะขอทราบความชัดเจนจากผู้ว่าราชการจังหวัด เราไปพบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ลงมาพบเรา พวกเราเป็นแค่เพียง อสม.ท่านลงเรามาหาเราไม่ได้ จึงต้องมาขอความชัดเจนจากผู้ว่าเรื่องการปฏิบัติงานวัดอุณหภูมิชาวบ้าน 1 ต่อ 100 ครัวเรือน เรื่องการเบิกค่าตอบแทนการลงเวลาตามคำสั่งจะได้หรือไม่ ค่าตอบแทนจะได้ 120 บาท หรือ 240 บาท หรือ มื้อละ 50 บาท อยากได้ยินจากท่านผู้ว่าฯ เอกสารประกอบการเบิกต้องทำขึ้นมาใหม่ใช่หรือไม่ถ้าใช่เท่ากับต้องทำเอกสารปลอมหรือไม่เพราะงานได้เสร็จเรียบร้อยแล้วหลักฐานก็คือการรายงานผ่านแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้ยังมีการให้ข่าวจากศูนย์สุขภาพที่ 2 พิษณุโลก ให้ข่าวกับเพจเอนตีเฟคนิวส์ (กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) แจ้งข่าวว่า อสม. ในจังหวัดพิษณุโลกไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ “เป็นข่าวบิดเบือน” เป็นข่าวปลอมไปยังสาธารณะ และยังขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อ ข่าวเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบแต่ความจริงแล้ว อสม. ไม่ได้รับตอบแทนแต่อย่างไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เกิดจากที่ท่านเปลี่ยนแปลงคำสั่งไปทุกวัน เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของ อสม. ที่มีจิตอาสาทำงานเพื่อประชาชน ไม่ได้หวังค่าตอบแทน เพราะ อสม. ทุกคนมองว่าประชาชนที่เราดูแลเหมือนครอบครัวตัวเอง ไม่ต้องบอกว่ามีค่าตอบแทนก็ทำ ถ้าไม่ได้ 240 บาท อสม. ไม่ขอรับ 120 บาท เพราะไม่พอใช้หนี้ เฉพาะในส่วนของเทศบาลนครพิษณุโลกไม่รวมทั้งจังหวัด อสม. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ได้รับเงินรวมกันทั้งสิ้น 730,000 บาท

ทั้งนี้ได้มีหนังสือคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้ดำเนินการแจ้งรายชื่อและจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยใช้ฐานการคำนวณ 100 หลังคาเรือน ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 1 คน ซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีโทรศัพท์และมีอินเตอร์เน็ตเพื่อส่งข้อมูลทางแอพพลิเคชั่น จัดส่งรายชื่อแยกเป็นรายหมู่บ้านให้จังหวัดภายในวันที่ 7 เม.ย. 63 โดยผู้ปฏิบัติงานจะได้รับค่าตอบแทนจากทางราชการวันละ 240 บาท แต่สุดท้ายกลับผิดระเบียบของกรมบัญชีกลาง ทำให้เกิดปัญหาเบิกจ่ายเงินให้กับกลุ่ม อสม. ไม่ได้ดังกล่าว

เบื้องต้นทางด้าน นายอธิปไตย  ไกรราช ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือเรียกร้องของทางกลุ่ม อสม.พิษณุโลก เนื่องจากวันนี้นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ติดงานราชการไม่สามารถลงมารับหนังสือหรือชี้แจ้งได้ โดยเมื่อวานนี้นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายแพทย์รัฐภูมิ ชามพูนท รักษาการนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และผู้นำจากชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้แก่ นายวสัน กล่ำศรี ประธานชมรม อสม. ระดับจังหวัด ,นายวชิระ พุ่มพฤกษ์ ประธานชมรม อสม. อำเภอเนินมะปราง ,นางอำนวย ชัยเภา ประธานชมรม อสม. อำเภอบางกระทุ่ม ,นางวนิดา พงษ์สมบูรณ์กิจ ประธานชมรม อสม. อำเภอวัดโบสถ์ ,นายรุ่งฤทธิ์ เรืองรุ่ง ประธานชมรม อสม. อำเภอพรหมพิราม ,นางนันท์ศิริ ลมลอย ประธานชมรม อสม. อำเภอชาติตระการ , นายปัญญา สมศรี ประธานชมรมอสม. อำเภอเมือง และนายสิทธิรักษ์ วิชัย เลขาชมรม อสม. อำเภอบางระกำ ขาดเพียงจากชมรม อสม. อำเภอนครไทย และ อำเภอวังทอง

จากการพูดคุยทำความเข้าใจในประเด็นปัญหาการสื่อสารคาดเคลื่อน เกี่ยวกับเรื่องการเบิกจ่ายค่าตอบแทน ในการปฏิบัติงานวัดอุณหภูมิประชากรชาวพิษณุโลก ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชกรจังหวัดพิษณุโลก เพื่อคัดกรองเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จากพลังพี่น้อง อสม. ในการทำงานอย่างทุ่มเทเสียสละตลอดมาในช่วงการแพร่ระบาดอย่างหนักในจังหวัดพิษณุโลก ปรากฎผลงานเชิงประจักษ์ จังหวัดพิษณุโลก ขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน 3 จังหวัดนำล่อง ที่สามารถวัดอุณหภูมิคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงทำให้ป้องกัน ยับยั้ง รักษา เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที ปัจจุบันจังหวัดพิษณุโลกมีผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 จำนวน 6 ราย รักษาหายและกลับบ้านแล้วทั้ง 6 ราย ทั้งนี้ในการวัดอุณหภูมิประชากรได้ดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 10 – 30 เมษายน ที่ผ่านมาวัดอุณภูมิประชากรได้มากถึง 6 แสนคนเศษ จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 8 แสนคนเศษ

ดังนั้นจากการเสียสละทุ่มเทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก รู้สึกซาบซึ้งใจและไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนน้ำใจของ อสม. ได้ดีที่สุด สิ่งที่ราชการต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน คือ การดำเนินการเบิกจ่ายค่าตอบแทน การปฏิบัติงานดังกล่าวจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย โดยทำเป็นพิเศษเร่งด่วน ทั้งนี้ตามระเบียบสามารถเบิกจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงาน อสม. 1 ราย วันละ 6-8 ชม. อัตราละ 120 บาท เกณฑ์ดังกล่าวได้รับการยืนยันและสอบทานจากหัวหน้าหน่วยตรวจสอบภายในจังหวัดพิษณุโลก ว่าสามารถดำเนินการได้ โดยให้แนบหลักฐานการทำงาน รายชื่อประชากรให้ครบถ้วนเป็นปัจจุบัน และรับรองโดย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (ผอ.รพ.สต.) และ ผู้ใหญ่บ้าน ยืนยันไม่มีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนจากแหล่งเงินอื่นๆ ทั้งนี้ให้ยื่นเอกสารเบิกจ่ายโดยเร็วมายัง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก.