ผู้ว่าฯ พิษณุโลก สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเงินเบี้ยเลี้ยง อสม.

72

 

กรณีเจ้าหน้าที่ อสม. ใน จ.พิษณุโลก ออกมาเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบ เรื่องเบี้ยเลี้ยงจำนวน 240 บาท ที่ได้รับคำสั่งให้ออกไปปฏิบัติตรวจคัดกรองไวรัสโควิด 19 ของคนในชุมชน ระหว่างวันที่ 12 เม.ย. ถึง 30 เม.ย. เป็นเงินจำนวน 5,040 บาท แต่สุดท้ายหน่วยงานราชการไม่สามารถเบิกเงินดังกล่าวมาให้ อสม. ได้ เนื่องจากผิดระเบียบของกรมบัญชีกลาง จึงต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนและกลุ่ม อสม. รับทราบ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันที่ 4 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “เรื่องอสม #มีข่าวดีครับตามที่กรม บช.กลางมีหนังสือลง 30 เม.ย 63 แจ้งว่ากรมปภ.ไม่สามารถเบิกเบี้ยเลี้ยงให้อสม.ได้ กรมปภ.จะขอยกเว้นระเบียบ #ให้ทำหลักฐานการเบิกจ่ายส่งไปเบิกที่ปภ.ได้เลยครับ จะเบิก 120,240 เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ครับ ซึ่งภายหลังได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อออกไปจำนวนมาก ว่าเจ้าหน้าที่ อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้จะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจริงหรือไม่

ด้าน นายคณาธิป นาทิพย์ ประธาน อสม. เทศบาลนครพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากการที่มีโรคระบาด โควิด 19 ผมก็มีส่วนเข้าไปทำงานประสานและประชุมร่วมกับผู้บริหารของเทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้รับนโยบายมา เช่น โรงพยาบาลพุทธชินราช เทศบาลนครพิษณุโลก ในนามของประธาน อสม ครับ ก่อนลงทำงานได้คุยกันถึงวิธีการลงทำงานของอสม และ คำสั่งของผู้ว่าฯ ที่ประชุมศูนย์ควบคุมโรคระบาด ได้สั่งการให้ อสม ลงวัดอุณหภูมิให้กับประชาชนที่ผ่านไปผ่านมาหรือที่ด่านทุกด่านที่มีการตั้งด่านครับ ผมก็สอบถามเรื่องของค่าบริการหรือค่าทำงานของ อสม. มีหรือไม่มี ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่ามีจะเบิกได้ถ้าลงด่านจึงได้คนละไม่เกิน 8 ชั่วโมง ก็คือ 120 บาท ถ้าเบิก 12 ชั่วโมง 240 บาท ครับ ผมก็จัดเจ้าหน้าที่อสม. ลงด่านทุกด่านตามคำสั่งของท่านผู้ว่าฯ ผ่านเทศบาลและโรงพยาบาลพุทธชินราช ต่อมาได้มีคำสั่งให้ อสม. หยุดปฏิบัติงานลงด่าน เพราะมี อสม. เสียชีวิต ขึ้นที่อำเภอวังทอง ข้อปฏิบัติการท่านผู้ว่าก็มีคำสั่งหรือมีนโยบายใหม่ คือ ให้วัดอุณหภูมิให้กับพี่น้องประชาชนทุกหลังคาเรือนทุกคน เป็นจังหวัดนำร่อง โดยให้อสม. 1 คนต่อ 100 หลังคาเรือน ผมพยายามพูดคุยและปฏิเสธการทำงานของ อสม. ว่า 100 หลังคาเรือนต่อ 1 คนนั้น มันเป็นไปไม่ได้เพราะต่อ 1 คนไปทำงาน 100 หลังคาเรือนมันหนักเกินไป หลายคนหลายท่านเป็นคนที่มีอายุมากเกิน 60 และมีโรคประจำตัวเยอะ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเป็นคำสั่งของผู้ว่าฯ ผมก็ต้องคัด อสม. ที่มีร่างกายแข็งแรงและอายุไม่มาก ผมพยายามปฏิเสธการทำงานครั้งนี้ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นคำสั่งผู้ว่าฯ ผมก็ต้องจัด อสม. ลงให้ครับ ประชากรในเขตเทศบาลนครพิษณุโลกมีประมาณ 36,000 กว่าครัวเรือน ทางทะเบียนราษฎร์ของเทศบาลนครพิษณุโลก บอกว่าประชากรที่อยู่จริงๆ ประมาณ 25,000 ครัวเรือน และแบ่งเป็นชุมชน 64 ชุมชน ดังนั้นผมก็เลยต้องสอบถามต่อว่าทำงานครั้งนี้มีค่าอะไรให้ อสม. หรือเปล่าครับ เจ้าหน้าที่บอกว่าเบิกเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเดินทางให้ได้วันละ 240 บาท ทำเรื่องเบิกเงินจริง จำนวน 220 คน คือ 1 คนต่อ 100 หลังคาเรือน จึงเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 15 เพื่อจะเบิกให้ได้ 15 วันครับ พอครบ 15 วันให้ อสม. 220 คนเข้าไปเซ็นใบเบิกคือวันที่ 28 เม.ย. เพื่อเตรียมการเบิกเงิน พอวันที่ 30 เม.ย. เจ้าหน้าที่โทรบอกว่าปภ.บอกว่าเบิกไม่ได้ 240 เบิกได้แค่ 120 บาทเท่านั้น และมาวันนี้มีเฟซบุ๊กของผู้ว่าฯ โพสต์ขึ้นมาว่ามีข่าวดี อสม. ผมว่าคงไม่เป็นข่าวดีของ อสม. หรอกครับ ทุกคนเสียขวัญและกำลังใจไปหมดแล้วครับ และผมกลัวว่าจะไม่เป็นความจริงอีกครับ และจะรวมตัวกันไปทวงถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าฯ ต่อไป นายคณาธิป นาทิพย์ ประธาน อสม. เทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวทิ้งท้าย

ต่อมามีข้อสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก โดยมอบหมายให้สำนักงานป้องและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับจังหวัด กรณีค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงวัดอุณหภูมิ อสม. จำนวน 240 บาท โดยให้เป็นไปตามระเบียบวินัยทั้งด้านการเงิน โดยมีนายเกรียงวิชญ์ เตชวิทยไวทิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน ร่วมกับรักษาการนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ปลัดจังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เป็นต้น ให้มีหน้าที่จัดทำวางประเด็นการสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ โดยให้คณะกรรมการระดับจังหวัดรวบรวมสรุปเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 15 วัน.